เปลี่ยนจากกาแฟมาเป็นคาเคา — ตื่นตัวได้ ไม่ใจสั่น และไม่ปวดหัวตอนงดกาแฟ

หลายคนรักกาแฟมากนะคะ แต่ก็แอบมีปัญหากวนใจอยู่เหมือนกันเมื่อเราอายุมากขึ้น สามีโบ๊ทเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟเป็นเครื่องดื่มเริ่มต้นของวัน — บางคนดื่มแล้วใจสั่น มือสั่น บางคนพอบ่าย ๆ พลังงานตกฮวบจนต้องเติมแก้วที่สอง แล้วพอคิดจะลดกาแฟ ก็เจอด่านหินคือ อาการปวดหัวตอนงด ที่ทรมานจนหลายคนยอมแพ้กลับไปดื่มเหมือนเดิม

ถ้าคุณเป็นแบบนี้อยู่ เราอยากชวนมารู้จักทางเลือกที่อ่อนโยนกว่าค่ะ 🤍

วันนี้เราจะเล่าให้ฟังว่าทำไมคาเคาถึงให้ความตื่นตัวได้โดยไม่หวือหวาแบบกาแฟ และทำไมลูกค้าหลายท่านถึงเปลี่ยนมาดื่มคาเคาแล้วไม่กลับไปหากาแฟอีกเลย

ทำไมกาแฟทำให้ใจสั่น แต่คาเคาถึงสามารถทำให้เราสดชื่นได้เช่นกันโดยไม่ใจสั่น

ความลับนี้อยู่ที่ สารกระตุ้นคนละตัวกันค่ะ

กาแฟพึ่งคาเฟอีนเป็นหลักในการที่ทำให้เราตื่นตัว ซึ่งออกฤทธิ์เร็วและแรง กระตุ้นระบบประสาทแบบพุ่งขึ้นเร็ว ทำให้บางคนใจสั่น ตื่นตัวเกินไป แล้วก็ตกลงมาเร็วเหมือนกัน

ส่วนคาเคาบริสุทธิ์ จะมีสารกระตุ้นหลักคือ ธีโอโบรมีน (Theobromine) ซึ่งทำงานกับร่างกายของเราในรูปแบบที่นุ่มนวลกว่ามากๆเลยนะคะ สารนี้จะค่อยๆ ปลดปล่อยพลังงานออกมาอย่างช้าๆ และคงอยู่ได้นานกว่า อีกทั้งคาเคายังมีคาเฟอีนน้อยกว่ากาแฟหลายเท่า เลยให้ความรู้สึกตื่นตัวแบบสบายๆ ไม่ใจสั่น ไม่หวือหวา

พูดง่ายๆ คือ กาแฟเหมือนกดสวิตช์เปิด-ปิดแรงๆ ส่วนคาเคาเหมือนค่อยๆ หรี่ไฟให้สว่างขึ้นอย่างนุ่มนวลค่ะ

ตื่นตัวแบบไม่มี ตกบ่าย

อาการที่หลายคนคุ้นเคยคือ ดื่มกาแฟตอนเช้าแล้วสดชื่นมาก แต่พอช่วงบ่ายกลับเพลียหนักจนต้องพึ่งแก้วถัดไป — นั่นคือวงจรพุ่ง-แล้วตกของคาเฟอีนค่ะ

ในทางกลับกันธีโอโบรมีนปล่อยพลังงานช้าและสม่ำเสมอกว่า หลายคนที่เปลี่ยนมาดื่มคาเคาเลยบอกว่ารู้สึกตื่นตัวต่อเนื่องได้ทั้งวัน โฟกัสดี โดยไม่มีช่วงดิ่งตอนบ่าย ไม่ต้องคอยเติมแก้วแล้วแก้วเล่าทั้งวันและรู้ตัวอีกทีก็ดื่มเลยไปช่วงบ่ายแก่ๆ ทำให้ตกดึกแล้วหลับยาก

เลิกกาแฟแล้วไม่ทรมาน

นี่คือจุดที่ลูกค้าพูดถึงเรามากที่สุดเลยค่ะ

หลายคนที่อยากลดกาแฟ มักเจอปัญหาปวดหัวตอนงด ซึ่งเป็นอาการที่ทำให้เลิกยาก แต่ลูกค้าจำนวนมากเล่าให้เราฟังว่า พอค่อยๆ เปลี่ยนจากกาแฟมาเป็นคาเคา กลับลดกาแฟได้สบายขึ้น ไม่ทรมานเหมือนที่เคยเป็น

เราเข้าใจว่าประสบการณ์ของแต่ละคนต่างกันนะคะ แต่เหตุผลที่พอเป็นไปได้คือ คาเคายังมีคาเฟอีนอยู่บ้างเล็กน้อย บวกกับธีโอโบรมีนที่ให้ความตื่นตัวอ่อน ๆ จึงเหมือนเป็นสะพานที่ช่วยให้ร่างกายค่อย ๆ ปรับตัว แทนที่จะตัดขาดจากสารกระตุ้นไปเลยทันที

ได้มากกว่าแค่ความตื่นตัว

ข้อดีอีกอย่างที่กาแฟให้ไม่ได้ คือคาเคาบริสุทธิ์ไม่ได้มีแค่สารกระตุ้นค่ะ — ในแก้วเดียวกันยังมี flavanols ที่มีส่วนช่วยเรื่องการไหลเวียนโลหิต มีแมกนีเซียมที่ช่วยให้ผ่อนคลาย และให้ความรู้สึกอิ่มสบายจากคาเคาบัตเตอร์ตามธรรมชาติ เพราะคาเคาเป็นอาหารชนิดหนึ่งที่มีสารอาหารหลากหลายที่สุดตัวหนึ่งของโลกเราเลยนะคะ ในคาเคา หนึ่งเมล็ดจะมีสารอาหารรวมกันมากถึง 300 ชนิดด้วยกัน

เลยเหมือนได้ดูแลตัวเองไปพร้อมกับช่วงเวลาตื่นตัวดีๆ ในแก้วเดียว

ก่อนเปลี่ยน — มีนิดนึงที่อยากให้รู้ก่อนนะคะ

ถึงคาเคาจะอ่อนโยนกว่ากาแฟมาก แต่เราอยากบอกตามตรงว่า คาเคายังมีคาเฟอีนอยู่บ้าง ดังนั้นใครที่ไวต่อคาเฟอีนมากๆเป็นพิเศษก็ยังควรดื่มแต่พอดี และเลี่ยงช่วงใกล้นอน (เว้นสัก 4–5 ชั่วโมงก่อนเข้านอน) ก็จะช่วยให้นอนสบายขึ้นค่ะ

และอย่างที่เราเชื่อมาตลอด — ดื่มในปริมาณพอดี (ราววันละ 10–30 กรัม) ควบคู่กับการกินหลากหลายและพักผ่อนให้พอ คือการดูแลตัวเองที่ยั่งยืนที่สุด

ลองเปลี่ยนดูสักแก้ว

ที่ Mill Mill เราตั้งใจทำคาเคาบริสุทธิ์ที่คงคาเคาบัตเตอร์ไว้อยู่อย่างครบถ้วน ไม่เติมน้ำตาล และผ่านกระบวนการที่ใช้เวลาและความใส่ใจ เพื่อให้ทุกแก้วเป็นทางเลือกที่อ่อนโยนต่อร่างกาย

ถ้าวันนี้คุณกำลังมองหาเครื่องดื่มที่ตื่นตัวได้โดยไม่ต้องแลกกับอาการใจสั่นหรือพลังงานตก ลองเริ่มเช้าวันใหม่ด้วยคาเคาอุ่นๆ สักแก้วดูนะคะ

เติมสิ่งดีๆ ให้ร่างกายวันละนิด อย่างสม่ำเสมอกันนะคะ 💛

Previous
Previous

ทำไมดื่มคาเคาบริสุทธิ์แล้วสบายท้อง ไม่ท้องผูกเหมือนโกโก้ในรูปแบบผงทั่วไป

Next
Next

คาเคาดื่มก่อนนอนได้ไหม? ดื่มตอนไหนดีที่สุด? และช่วยเราอย่างไรบ้างในแต่ละช่วงเวลา